Image

Image

หลายคนอ่าน Reflexivity แล้วงงงวยไปกับสำนวนของ จอร์จ โซรอส
ส่วนหนึ่งเพราะไปพยายามตีความ Reflexivity ให้ออกเป็นกลยุทธ์การลงทุน
ซึ่งไม่ใช่นะครับ เพราะคุณจะไม่เจอหลักการวิเคราะห์การลงทุนใดๆในทฤษฏีนี

อ่านต่อ 〉

Image

ยกตัวอย่าง ราคาสามารถสะท้อนไปยังพื้นฐานหุ้นได้ด้วย
ราคาหุ้นอสังหาตก > ความมั่งคั่งผู้ถือหุ้นลดลง > ยอดขายลดลง > พื้นฐานแย่ลง 
แบบนี้เป็นต้น 

 

Image

ความจริง กับ สิ่งที่คิดว่าจริง ไม่ใช่สิ่งเดียวกันนะครับ 

พื้นฐาน ราคา และ ความเห็น มันต่างหนุนกันเอง
เมื่อหุ้นราคาสูงขึ้น คนที่มีหุ้นมักจะมีมุมมองเชิงบวก
ยิ่งเสริมความมั่นใจกับพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น
และเมื่อมั่นใจในพื้นฐานหุ้นมากขึ้น ก็ส่งผลไปที่ราคาหุ้นอีกครั้ง (re-inforce)
เกิดเป็น Positive feedback loop
วงจรจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกิด Critical mass(มวลวิกฤต) ขึ้นมา
ซึ่งอาจจะเป็น ข่าวร้ายแรง, งบต่ำกว่าหวัง, ราคาหุ้นถล่ม ฯลฯ
และ พอ feedback เปลี่ยนจาก แรงบวก เป็นแรงลบ Loop ก็จะวนกลับข้าง
สมมุติ ราคาหุ้นถล่ม > นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจกับสิ่งที่ตัวเองคิด > พื้นฐานดีจริงเหรอ? > หรือว่า xxx ไม่ได้ตามเป้า
> ขายหุ้น > หุ้นลงอีก > หนุนความคิดที่มีว่าพื้นฐานบริษัทไม่ดีแล้ว > ขายหุ้นอีก
…ทำนองนี้ครับ

Image

ย่น ระยะเวลาถือครองหุ้นลงได้มาก 
รอด วิกฤตราคาหุ้นได้ โดยไม่เจ็บตัวมาก
หลีก หุ้นถูกรื้อรัง ที่มักไม่มี feedback ก็คือมันไม่มีความคาดหวังจากผู้มีส่วนร่วม
หุ้นแบบนี้จะถูกได้นานและทำให้เราเสียเวลามาก Reflexivity จะไม่เข้าซื้อหุ้นพวกนี้
จะเห็นนะครับว่า Reflex มาช่วยด้านตั้งรับ มากกว่าการบุกทำกำไร 
ดังนั้น Reflex ไม่ใช่แนว aggressive ทำเน้นทำกำไรเยอะๆเร็วๆแต่อย่างใดเลย

การหามูลค่าแบบ VI จะช่วยให้เรารู้ว่าหุ้นอยู่ Stage ไหนชัดขึ้น และ Stage จะช่วยเรื่องถือครองหุ้น
เพราะจะ take action เมื่อเกิด Critical mass เท่านั้น
ไม่เสียเวลาไปกับช่วง Random walk และพักตัวและขาลงของราคาหุ้น

เช่น หุ้น INET จากราคา 3 บาท ถึง 6 บาท ใช้เวลาเดินทาง 8 เดือน หรือ 180 วันทำการ
แต่มีวันที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นจริงๆแล้วเพียง 17 วัน เท่านั้น ดังนั้นถ้าใช้ Reflex เข้ามาช่วย เราอาจประหยัดเวลาเงินได้ 7 เดือนครึ่ง

Image

1.คุณค่าของใครครับ?…นี่ล่ะสำคัญ
ถ้าเป็นคุณค่าของเรา
อย่าลืมว่าการมองพื้นฐานนั้นอาจบิดเบือนไปจากความจริงได้
เพราะ ความจริง กับ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงนั้นต่างกัน
ต่อให้คุณมองพื้นฐานถูกต้อง 100% เลย
แต่การวัดมูลค่ามันก็ยังเป็นความเห็นอยู่ดี
value และ valuation เป็นคนละเรื่องกัน
valuation คือความเห็นของเรา ที่คิดได้มาจากการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ค่มสัมบูณร์
อ่ะแล้วต่อให้วัดได้แม่น คนเราก็มี time frame ไม่เท่ากัน
บางคนมอง 1 ปี บางคน 3 บางคน 5 ปี
แล้วไหนจะเรื่อง time-value ที่ไม่เท่ากัน
ดังนั้นแล้ว มูลค่าที่แท้จริง จึงไม่มีอยู่จริง
และนั้นคือเหตุผลที่ราคาหุ้นถึงเคลื่อนไหวอยู่ทุกวัน…มันไม่มีหรอกครับ mr.market น่ะ
*ยกตัวอย่างกรณี DIMET จาก 70 สตางค์ มา 1.50 โดยที่งบยังขาดทุน 3 ปีซ้อน
…นี่คือมุมมองของผม ต่อ Fair Value ครับ…คือ มันไม่มีอยู่จริง 

2. VI ไม่มีจุดขายที่ชัดเจน
ปัญหาที่ผมคิดว่า VI หลายคนเคยประสบเช่น
บางครั้งตั้งเป้า 9 บาท ไปถึง 8.8 ยังไม่ขายเพราะรอขายที่ 9 เพราะไปยึดกับ Fair value ที่ตนหาได้
แต่แล้วมันก็ลงมา 8.7 8.6 แบบไม่เคยถึง 9 อีกเลย…ทำให้เสียโอกาสไปอย่างมากมายมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการดูพื้นฐานและคาดการณ์งบผิดไป ด้วยครับ
และในทางตรงกันข้าม ซื้อหุ้น 6 บาท เป้า 10 บาท แต่พอขายแล้วหุ้นมันไป 12 14…นี่ก็เสียโอกาสมาก

3. ไม่มีกลยุทธ์ถอย
VI ไม่มีจุดนี้ …ไม่มีเลย ทั้งๆเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายของชีวิตการลงทุน
การทำงาน,การลงทุนอะไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่าควรมีทางออกเผื่อไว้ด้วยครับ
โดยเฉพาะตอนที่เราคิดผิด และ เจอตลาดถล่ม
อย่าลืมนะครับว่า 20% ตอนพอร์ตลง มันมากกว่า 20% ที่ได้เรามาก่อนหน้านั้นมาก

Image

Reflexivity…..มีวิธีจัดการกับเรื่องนั้นครับ 
ด้วย Stages ครับ มีทั้งหมด 8 Stage 
Stage 1 – เกิดจุดน่าสนใจขึ้น นักลงทุนติดตามบริษัทนี้เริ่มเข้าซื้อ
Stage 2 – นักลงทุนอื่นๆเริ่มเข้ามาซื้อตาม อาจจะเป็น VI ไม้สอง, เทคนิคอล, ปากต่อปาก ราคาหุ้นจะเริ่มสูงขึ้นชัดเจน
Stage 3 – เมื่อราคาหุ้นขึ้นสูงมาได้สักระยะ ผู้คนจะเริ่มตระหนักว่าแพงไป/มีข่าวร้ายหรือเรื่องอื่นๆที่ทำให้เกิดความกังวัล 
ราคาหุ้นช่วงนี้จะหยุดขึ้น นิ่ง หรือมันก็ซึมลง แบบ Random walk อาจแค่อาทิตย์เดียวหรือหลายเดือน[ปกติถ้าเจอ stage นี้ผมจะขายก่อนเลย]
Stage 4 – ทดสอบข่าวร้ายหรือเรื่องที่กังวลได้ผ่าน ตรงนี้จะสามารถรับรู้ด้วยการเบรคนิวไฮราคาหุ้น
ทำไมต้องเบรค? ก็คือ…ใครที่กังวลเมื่อราคาหุ้นขึ้นมาแถวๆไฮเดิมก็จะขายหุ้นที่บริเวณนี้ พอราคาหุ้นทะลุขึ้นไป ก็จะเหลือแต่ฝ่ายที่ไม่กังวล…ทำนองนี้ครับ
และราคาหุ้นจะขึ้นแรงมากใน Stage นี้
Stage 5 – จุดสูงสุด มีการเก็งกำไรกันมาก ราคาร่วงและคนได้ตระหนักว่าเกินพื้นฐานแล้ว
และจะยิ่งชัดมากขึ้น ถ้ามีข่าวดีเข้ามา แต่ราคาหุ้นไม่ขึ้น นั้นคือจบแล้ว…ช่วงนี้ต้องระวังเพราะจะกินเวลาเพียงสั่นๆ
Stage 6 – หลังจากราคาหุ้นตก จะมีคนกลุ่มน้อยเข้ามาช้อนซื้อ ทำให้ราคาหุ้นกระเตื้องขึ้นมาบ้างด้วยความหวังของพื้นฐานที่คิดว่ายังดีอยุ่
Stage 7 – พื้นฐานลดลง งบออกมาแย่หรือน้อยกว่าที่หวัง ราคาจะลงอีกระลอก
Stage 8 – กลับเข้าสู่ความจริงครั้งใหม่
จะเห็นนะครับว่า แต่ละ stage จะอิงพื้นฐานเข้ามารวมอยู่ด้วย
ดังนั้นเราต้องมีความเข้าใจในพื้นฐานหุ้นตัวนั้นก่อน จะถึงแยก stage ได้
โดยเข้าซื้อในช่วง Stage 1 2 ขาย 3, และซื้อ 4 ขาย 5 …ขายราคาไหนก็ได้ตาม stage ไม่ได้อิงกับ fair value เลยครับ
ด้วยวิธีนี้เราจะประหยับเวลาได้มาก และรอดพ้นกับราคาหุ้นลง รวมถึงตลาดถล่มได้ด้วย
stage บอกช่วงเวลาได้เพียงคราวๆ ไม่สามารถบอกเป็นวันๆได้
แต่ต้องการบอกเป็นวันๆ อาจต้องใช้เทคนิคอลช่วย
ถ้าต้องการความแม่นมากเท่าไร โอกาสพลาดย่อมสูงขึ้น
ผมเองก็พลาดเรื่อยๆครับ แต่ถ้าพลาด ผมจะขาดทุนนิดเดียวเท่านั้น เพราะขายทันทีเมื่อไม่เป็นไปตาม stage
โดยไม่สนใจว่าจะกำไรหรือขาดทุนกี่%
Reflexivity พร้อมยอมรับผิด และ กลับตัวเสมอ

Image

1.ไม่สามารถซื้อที่ Bottom ได้
เพราะเราต้องรอดู feedback จากตลาดก่อน 
(ดังนั้นถ้าเจอหุ้นที่ถูกมากๆ ผมจะซื้อส่วนหนึ่งไปก่อนเลย)

2. ใช้ไม่ได้กับหุ้นถูกเรื้อรังที่หวังปรับ PE 
เพราะมันไม่มี feedback จากผู้มีส่วนร่วม (คงต้องยอมสละหุ้นประเภทนี้ไป)
รวมถึงหุ้น Superstock ที่โตแบบเรื่อยๆก็ไม่เหมาะ
เพราะ feedback จะเบาบาง(ทุกคนรู้ว่ามันโตอยู่แล้ว)
Reflexivity จะเหมาะมากกับลักษณะหุ้นของ Peter Lynch

ImageImageImageImage

Advertisements