จั่วหัวมาซะแรง…แต่ก่อนจะพูดหัวข้อ ขอเกริ่นก่อนสักหน่อย
วันนี้ผมอยากจะพูดถึง Theory of Reflexivity (ทฤษฏีการสะท้อนกลับ) ของ George Soros
ที่อธิบายว่า ความจริง(objective)และ ความเห็น(subjective)ต่างส่งผลถึงกันแบบสะท้อน
เพราะถูกกระทบด้วย “แรง” ที่โซรอสเรียกว่า feedback ทำให้ ตลาด“มุ่งออก”จากสมดุลตลอดเวลา
หลายคนที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ Reflexivity มักจะงงงวยไปกับเนื้อหาและสำนวนภาษาของโซรอส
ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้อ่านหลายคนคาดหวังว่ามันเป็นตำราสอนการลงทุน เหมือนหนังสืออื่นๆ
ที่จริงแล้ว “ทฤษฏีการสะท้อนกลับ” เป็นทฤษฏีที่อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ไม่เฉพาะการลงทุน
ดังนั้นผู้อ่านจึงจะไม่เจอหลักวิเคราะห์การลงทุนใดๆในหนังสือของโซรอส
…เพราะนี่เป็นสิ่งที่อยู่ขอบนอกกว่ากลยุทธ์การลงทุน

แล้ว Reflexivity คืออะไรของมันว่ะเนี่ย
Reflexivity ในมุมมองผมคิดว่ามันเป็นทฤษฏีที่อธิบายเรื่องธรรมดาๆที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ยกตัวอย่างหุ้นของบริษัทหนึ่ง ที่นักลงทุนมีความคาดหวังว่าจะโต

Positive feedback วงจรจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกิด Critical mass(มวลวิกฤต) ขึ้นมา
ซึ่งอาจจะเป็น ข่าวร้ายแรง, งบต่ำกว่าหวัง, ราคาหุ้นถล่ม ฯลฯ

วงจรจะเกิดการวนกลับเป็น Negative feedback และวนเรื่อยๆจนกว่าจะเกิด mass อะไรขึ้นมาอีก

Reflexivity ไม่ใช่คู่แข่งของ Value investing หรือ Technical Analysis
น่าจะเรียกได้ว่าเป็น Superset มากกว่า, ในความเห็นส่วนตัวผม Reflexivity เหมาะนำมาใช้ควบคู่
กับกลยุทธ์การลงทุนอื่นๆอีกทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Value investing
เพราะ Value investing เป็นกลยุทธ์การลงทุนมีกระบวนการคิดเข้าใกล้ความเป็นจริง
และ Reflexivity จะเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ Value investing ขาดหาย

เอาล่ะ พักเรื่องทฤษฏีที่เกี่ยวกับการลงทุนไว้ก่อนนะครับ
ในบทความแรกนี้ผมจะเขียนถึง Reflexivity ในเหตุการณ์ธรรมดาๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
เพื่อให้เห็นภาพทฤษฏีง่ายๆ

“กูมาสายเพราะมึงนัดเผื่อ กูนัดเผื่อเพราะมึงมาสาย”

เคยเป็น,เคยเจอกันบ้างไหมมั้ยครับ? กับสถานการณ์แบบนี้
เหตุการณ์นี้คือ Reflexivity event ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่ง
เรามาสาย เพราะคิดว่าเขานัดเผื่อ, เขานัดเผื่อ เพราะคิดว่าเรามาสาย
เรานัดเผื่อ เพราะคิดว่าเขามาสาย, เขามาสาย เพราะคิดว่าเรานัดเผื่อ
เป็นรูปแบบการสะท้อนกลับ มาสาย<>นัดเผื่อ เกิดเป็น feedback วนไปเรื่อยๆ
วิธีแก้ทำอย่างไร?…ต้องเกิด Critical Mass จากฝั่งหนึ่งจึงสะท้อนมากพอเปลี่ยนแปลงวงจรนั้นได้
ยกตัวอย่างในเหตุการณ์ที่ว่ามา มาสาย <> นัดเผื่อ เกิดขึ้นกับห้องเรียนที่นักเรียนมาสายเป็นประจำ
อาจารย์อาจจะสร้าง Critical Mass ด้วยการปิดประตูห้องทันทีเมื่อถึงเวลานัด ห้ามคนที่มาสายเข้าห้อง
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ปุ๊บ รูปแบบการสะท้อนจาก มาสาย <> นัดเผื่อ
จะเปลี่ยนเป็น มาสาย -> ไม่ได้เข้าห้อง…หลุดออกจากวงจรเดิม
ถ้าอาจารย์ทำแบบนี้อย่างเด็ดขาดมากพอจนเกิด feedback ต่อนักเรียนว่า ถ้ามาสายจะไม่ได้เข้าห้อง
วงจร มาสาย<>นัดเผื่อ ก็จะเปลี่ยนไป…อย่างน้อยก็ในระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีแรงอื่นเข้ามา

อีกตัวอย่างหนึ่ง
“ถ้าลูกค้าเยอะ จัดของเต็มๆกว่า 7-11 ก็ทำล้าย, อาแปะเจ้าของโชว์ห่วยรำพัน”
ที่โชว์ห่วยแพ้ 7-11 ไม่ใช่แค่มีทุนน้อย หลายร้านมีทุนมากพอวางสินค้าให้มากกว่า 7-11
แต่…มันจะคุ้มหรือเปล่าล่ะนี่เป็นปัญหาเพราะ โชว์ห่วยมี สินค้าน้อย <> ลูกค้าน้อย
และเมื่อลูกค้าน้อย ร้านโชว์ห่วยก็ยิ่งไม่กล้าสั่งสินค้ามาก เป็นวงจร negative feedback ของโชว์ห่วย
7-11 ชนะโชว์ห่วยทั้งหลายด้วยการลงสินค้าเต็มๆใหม่ๆ, ของที่ปกติไม่ค่อยได้ขายก็มีขาย
…เป็น Critical Mass เมื่อ 7-11 มี สินค้ามาก <> ลูกค้ามาก และเมื่อมีลูกค้ามาก
7-11 นับวันก็ยิ่งมีจำนวนสินค้ามากขึ้นไปอีกเป็น Positive feedback loop ต่อเนื่อง
แต่ก็ใช่ว่าโชว์ห่วยจะไม่เคยสร้าง Critical Mass…เท่าที่ผมรู้จักก็มีแนวรบหลายแห่ง
ที่ร้านค้าปลีกท้องถิ่นสามารถสู้กับ 7-11 ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

จะเห็นว่า Reflexivity ไม่ใช่เรื่องอะไรที่เข้าใจยาก มันเป็นเรื่องธรรมดาๆพื้นๆที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว
อย่างเช่นกลอนบทนี้ของไทยเรา ก็มีคุณสมบัติการสะท้อนกลับ
“เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง, ดินเย็นเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี”
ไว้บทความหน้าผมจะเขียนให้กระชับเข้าไปในทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนมากขึ้น
และเงื่อนไขบางกรณีที่ Reflexvity จะใช้การไม่ได้

ท้ายนี้ก็ขอแปะ ประโยคคมๆของโซรอสสักประโยค

การใช้เหตุผลของมนุษย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจบน “ความเป็นจริง”
แต่เป็นไปตาม “ความเป็นจริงที่ตนเข้าใจ” ซึ่งทั้งสองนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
– จอร์จ โซรอส

Advertisements