
ถามว่าผักคะน้ากำละ 10 บาท ถูก หรือ แพง?…หลายคนอาจจะตอบไม่ได้
แต่ถ้าเพิ่มข้อมูลให้อีกหน่อยว่าเจ๊ตุ๊กขายกำละ 10, เจ๊น้อย ขาย 12, เจ๊ศรี ขาย 14 บาท

ทุกคนน่าจะตอบได้ว่า กำละ 10 บาทนั้น…ถูก
เรื่องนี้เป็น Relative comparison (การเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์)
ที่เป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการตัดสินใจของเราอยู่ตลอดเวลา
และด้วยเหตุผลเดียวกันเราจึงสามารถรู้ได้ในทันทีว่าชาเขียวขวดละ 20บ.ก๋วยเตี๋ยว 35บ.เป็นราคาปกติ
โดยที่ไม่ต้องเห็นสิ่งของนั้นด้วยซ้ำ เพราะเราใช้การเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมในความทรงจำ
การเปรียบเทียบถูกใช้เสมือนเป็นทางด่วนของการตัดสินใจ แต่บางครั้งเหตุการณ์มันต่างออกไป
การเปรียบเทียบเชิงสัมพันธ์ส่งผลถึงการรับรู้ของเรา
และสามารถใช้เป็นเครื่องมือทำการตลาดอีกแบบหนึ่ง
เช่น บริษัทผลิต มือถือฝังเพชร กระเป๋าฝังเพชร ราคาหลายสิบล้านบาท

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครซื้อ…แล้วเค้าทำออกมาขายทำไม?
นอกจากต้องการเป็นข่าวแล้ว ยังได้สร้างตัวเปรียบเทียบที่สูงกว่าออกมา
ให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อยี่ห้อและยังให้ลูกค้ารู้สึกว่ารุ่นธรรมดาที่ไม่ฝังเพชรนั้น…ไม่แพง
อีกตัวอย่าง
บริษัทผลิตอาจสินค้าออกมา 2 รุ่น, รุ่น A ตั้งราคา 1,000 บาท..ณ จุดนี้ลูกค้าอาจยังลังเลที่จะซื้อ
บริษัทผลิต รุ่น B สเปกต่ำกว่าแต่ตั้งราคา 990 บาทออกมาขาย หรือ รุ่น C ที่สเปกสูงกว่าหน่อยราคา 2,000
ลูกค้าจะรู้สึกว่า รุ่น A ที่ตั้งราคา 1,000 บาทมันถูกและน่าซื้อขึ้นในทันที
ทั้งๆที่ “คุณค่าภายใน” รุ่น A เหมือนเดิมทุกอย่าง
โดยจุดประสงค์ของบริษัทก็คือออกรุ่น B/C มา…เพื่อต้องการขายรุ่น A
เช่นเดียวกันกับสินค้าชนิดใหม่ๆที่สามารถตั้งราคาสูงลิบ ทำกำไรได้มาก ลูกค้าเต็มใจจ่าย
เพราะยังไม่มีตัวเปรียบเทียบ แต่เมื่อมีคู่แข่ง,เกิดตัวเปรียบเทียบขึ้นมา กำไรต่อหน่วยของสินค้าก็จะลดลงเรื่อยๆ
มาดูกันอีกกรณีนึงที่ผมยกมาจากหนังสือพฤติกรรมพยากรณ์
ค่าสมาชิกรายปีนิตยสาร The Economist
เป็นคุณเลือกสมัครแบบไหนครับ?

ผลสำรวจจากนักศึกษา 100 คนปรากฏว่า
68 คน เลือกช้อยที่ 1
32 เลือกช้อยที่ช้อยที่ 2
แต่…ถ้าปรับตัวเลือกหน่อย เพิ่มช้อยที่ 3 เข้าไป

ผลสำรวจจากนักศึกษา 100 คนปรากฏว่า
16 คน เลือกช้อยที่ 1
0 คน เลือกช้อยที่ 2
84 คน เลือกช้อยที่ 3
สำนักพิมพ์สามารถขายสิ่งพิมพ์ได้ เพิ่มขึ้น 162%! และมีรายได้เพิ่ม 42.8%!
เพียงแค่เพิ่มตัวเปรียบเทียบที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกตัวเองจะเสียเปรียบถ้าหากไม่เลือกช้อยที่ 3
ตัวเปรียบเทียบใหม่สามารถชักจูงให้52 คนเปลี่ยนใจยอมจ่ายเพิ่มเพื่อรับรูปเล่มจากเดิมที่ไม่ต้องการ
มนุษย์ไม่สามารถประเมินคุณค่าจากภายในสิ่งนั้นๆได้อย่างสมบูรณ์ ว่าควรมีมูลค่าเท่าไร
เราจึงประเมินคุณค่าด้วยเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นๆอยู่เสมอ
…แล้วเรื่องนี้มีประโยชน์อะไรกับการลงทุน?
เรื่องนี้ตอกย้ำข้อสงสัยผมต่อการมีอยู่ของ Intrinsic Value(มูลค่าที่แท้จริง)
ถ้าหากวิเคราะห์มูลค่าหุ้นโดยใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆแล้ว(เช่น PE, DCF) Intrinsic Value จะมีตัวตนจริงหรือ
ในเมื่อการหามูลค่าเหล่านั้นใช้เปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่อิงบนSubjective(ความเห็นส่วนตัว)ของแต่ละบุคคลอย่างไม่มีท่าหลีกเลี่ยง
แล้วถ้าหากมูลค่าที่แท้จริงไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริง การที่เราไปยึดกับมูลค่าที่แท้จริงถือเป็นสิ่งสมควรหรือไม่?
และ….หากข้อสงสัยนี้สามารถเปลี่ยนบรรทัดสุดท้าย
เราอาจต้องย้อนรากขึ้นไปที่วิธีการหาคำตอบนั้น ว่ายังควรยึดเป็นที่ตั้งเดียวของการลงทุนต่อไปหรือเปล่า?

Jun 11, 2012 @ 12:58:31
ข้อดีของการ Valuation สำหรับผมคือ เราเลือกที่จะสร้าง “ตุ๊กตา” ขึ้นมา้เพื่อเป็น “ขอบล่าง” แทนที่จะเลือก Choices จากที่คนอื่นตั้งโจทย์ไว้ใ้ห้
หลังจากได้เห็นหลายๆกรณีที่ผ่านมา รวมทั้งคุยกับกิ๊ก เกี่ยวกับ Reflextivity ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ผมได้บทเรียนเพิ่มขึ้น ณ ช่วงเวลานึง Perception มีความสำคัญมากกว่า Fact ด้วยซ้ำไป และน่าจะเป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ
เลยเกิดการปรับเงื่อนไขกับตัวเองเพิ่มขึ้น เพื่อเอาแนวคิดนี้มากใช้ร่วมด้วย
สมมติ หุ้น XYZ ปัจจุบัน 10 บาท ผมคำนวณ ณ ปลายปีนี้ได้ 13 ปลายปีหน้าได้ 18
แล้วผมเสนอทฤษฎีไป จนตลาดรับรู้ เห็นดีด้วย จน มันขึ้นไป 16 17 18 19 20 ภายในระยะเวลาที่เร็วกว่านั้น ส่วนที่เกิน 13 ไป คือ กำไรส่วนเกิน ที่ผมมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำ
อย่างไงดีแล้วล่ะ ตอนนั้นคงทุกข์ว่า จะกำไรมาก กำไรน้อย แค่ไหนไปแล้ว
ผมเห็นด้วยเรื่อง สัมพัทธ์ สัมบูรณ์ มาโดยตลอด ถึงเอาไปตั้งเป็น Slogan ของ Blog
แต่จะออกไปแนว เตือนใจตัวเอง ว่าความสุขของตัวเองพยายามให้เป็นสัมบูรณ์
อย่าไปสัมพัทธ์กับคนที่มีมากกว่านัก
ปล เข้าใจว่าทำภาพประกอบขึ้นใหม่เลย เพราะคมมาก ขอชื่นชมครับ
พฤกติกรรมพยากรณ์ เล่มที่กิ๊กแนะนำดีจริงๆครับ ^^
Jun 11, 2012 @ 13:31:37
เรื่อง Valuation นี่ ผมก็คิดว่ามันจำเป็นแน่นอนครับ
อย่างน้อยเราจะได้มูลค่าอย่างคราวออกมา ถึงแม้จะมาจากการเปรียบเทียบก็ตามที
แต่ข้อสงสัยอยู่ที่คำว่ามูลค่าที่แท้จริง ที่นักลงทุนจำนวนมากยึดเป็นจุดขายของหุ้น
ตรงนี้แหล่ะครับข้อสังเกตผม แล้วถ้าหากมันกลายเป็นจุดอ่อนของการลงทุนเสียเอง
ก็น่าจะมีอะไรเข้ามาเสริมจุดอ่อนตรงนี้มั้ย (ซึ่งก็มีหลายแนวทาง)
น่าจะดีกว่าไม่ยอมรับรู้เรื่องอื่นๆในโลกแล้วโยนให้มูลค่าที่แท้จริง(ของตัวเอง)รับหน้าที่ทั้งหมด
Jul 18, 2012 @ 23:55:00
dcf ไม่ใช่การวัดมูลค่าเชิง absolute หรือท่าน
Jul 19, 2012 @ 12:30:44
Consensus ใน Settrade หลาย Broke ที่ใช้ DCF ก็มาจากตัวแปรที่ต่างคนต่างกำหนดอีกทอดนึง สุดท้ายแต่ละคนได้ค่า DCF ไปคนละอย่าง
Jul 20, 2012 @ 10:19:22
หลักการของ DCF พยายามทำอย่างนั้น ตัดการให้ pe ออกไป
แต่เจ้าของบริษัทยังไม่รู้ CAPEX และ FCF แม่นยำขนาดนั้นเลย
ส่วน WACC มันเองก็ขึ้นลงตามสภาพตลาดหุ้นไม่ต่างกับ PE
สุดท้ายมันก็ไม่พ้น relative และยิ่งคิดหลายปี ยิ่งเพี้ยน
ตัวแปรต่างกัน 1-2% บรรทัดสุดท้ายคนละเรื่องเลย
…ส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะหาความละเอียดบนความหยาบ